ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พัฒนาการเศรษฐกิจไทยสมัยรัชกาลที่ 7

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2468-2477) เป็นระยะเวลาแห่งความยุ่งยากทางเศรษฐกิจและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เกิดปัญหาเสถียรภาพของการเงินระหว่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของการกีดกันทางการค้า อันนำมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในทศวรรษ 2470 ซึ่งมีผลกระทบต่อไทยด้วย ภายใต้การดำเนินนโยบายตาม “แนวอนุรักษ์นิยม” ที่เน้นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 7 นับเป็นความพยายามจะบรรลุถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทย (ยกเว้นช่วงปี 2474-2475) กลับมาอยู่ในช่วงที่มีเสถียรภาพทั้งภายในและภายนอกประเทศ กล่าวคือ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในฐานะมั่นคง ดุลบัญชีเดินสะพัดและฐานะทางการคลังทั้งงบประมาณของประเทศก็สามารภอยู่ในฐานะเกินดุล เงินคงคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น หนี้สินต่างประเทศต่อ GDP อยู่ในระดับต่ำ ศ. ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์ สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ระบบเศรษฐกิจระหว่างชาติในช่วงรัชกาลที่ 7 ก้าวพ้นปัญหาความยุ่งยากทางเศรษฐกิจ 3 ประการ คือ ประการแรก มีการกระจายตัวของตลาดการค้าข้าวเพื่อการส่งออกไปยังหลายประเทศ ประการที่สอง แม้ว่าจะเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก และมีผลต่อการลดลงของราคาข้าวอย่างต่อเนื่องแต่ปริมาณของการส่งออกข้าวยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง การส่งออกข้าวช่วยให้ดุลการค้ายังอยู่ในภาวะเกินดุล และ ประการที่สาม โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยเป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพหรือเลี้ยงตนเอง (ยกเว้นในภาคกลางใกล้กรุงเทพฯ) ปัจจัยทั้งสามข้อดังกล่าวมีผลต่อการพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยทำให้ก้าวพ้นปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 2470 และได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า อินโดนีเซีย จากการศึกษาวิจัยดังกล่าว พบว่าการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การสร้างชลประทานในต่างจังหวัด การสร้างท่าเรือคลองเตย การสร้างถนนทางหลวงเชื่อมจังหวัดธนบุรีในขณะนั้น การพัฒนาด้านการสหกรณ์ รวมทั้งมีการสำรวจเศรษฐกิจในชนบททั่วประเทศถึงสองครั้ง เพื่อให้รัฐบาลมีความรู้ ความเข้าใจในเศรษฐกิจชนบทได้อย่างถูกต้อง นับเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวนโยบายของรัฐบาลหลายสมัยหลังจากนั้นต่อมา ซึ่งส่งผลต่อแนวนโยบายหลายโครงการต่อการพัฒนาประเทศมาจนปัจจุบัน

ความคิดเห็น