สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าการเสด็จไปประเทศอังกฤษครั้งนั้นว่า
เมื่อเดือนมกราคม พุทธศักราช 2476 สามเดือนหลังเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช”ในตอนนั้น
ทางรัฐบาลเขาก็ไม่อยากให้ไปเหมือนกัน แต่ท่านไม่สบายจริงๆ...
ก่อนที่จะเสด็จไปอังกฤษ
ในหลวงจึงทำหนังสือมอบให้เอาเงินที่สะสมไว้นั้นมาทดแทนกับจำนวนที่จะทรงเบิกเงินแผ่นดินที่มีอยู่ในเมืองนอกเป็นการชดเชยกัน...
ที่ในหลวงต้องทรงทำเช่นนั้นก็เพราะไม่ทราบว่าจะต้องประทับอยู่นานเท่าใด
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระบรมราชินีไปเยือนประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป 9 ประเทศ เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรี
ศึกษารูปแบบการปกครองที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
สังเกตการณ์สถานการณ์ในยุโรปซึ่งกำลังเปลี่ยนแปร
และทรงรับการรักษาพระเนตรซ้ายอีกครั้ง ณ ประเทศอังกฤษ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศส อิตาลี และสำนักวาติกันแล้ว
จึงเสด็จฯไปประทับ ณ
ประเทศอังกฤษเพื่อรับการรักษาทนต์และพระเนตรในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน
พุทธศักราช 2477 แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอื่นๆ ต่อไป
รวมทั้งเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปยังประเทศสวิตเวอร์แลนด์ จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม
2477 รวมเป็นเวลา 8 เดือน นับแต่เสด็จฯ จากประเทศไทย
การโดยเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ นี้
นับเป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระมเหสีแห่งกรุงสยามเสด็จฯ เยือนยุโรป พระสิริโฉม
พระสรวลที่ทรงแย้ม พระอิริยาบทที่สง่างาม ฉลองพระองค์แบบตะวันตก
อีกทั้งพระปรีชาสามารถที่รับสั่งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างชัดเจนไพเราะ
สื่อถึงราชินีศรีสยามแบบสากลได้อย่างดี
เสริมพระบารมีองค์พระประมุขในระบอบรัฐธรรมนูญแห่งสยามประเทศอย่างเหมาะเจาะยิ่ง
จากนั้นเสด็จฯ กลับไปประเทศอังกฤษ ทรงเช่าคฤหาสน์เป็นที่ประทับที่หมู่บ้านแครนลีย์
(Cranleigh) มณฑลเซอร์เรย์ (Surrey) ชื่อ พระตำหนักโนล ซึ่งทรงเรียกว่า “บ้านโนล”
(Knowle House) ระหว่างที่ประทับ ณ พระตำหนักโนล ประเทศอังกฤษ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจรจากับคณะผู้แทนที่รัฐบาลส่งไปเฝ้าฯ
มีการโต้ตอบไปมาระยะหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดทรงพระราชวินิจฉัยว่า
เรื่องที่รัฐบาลไม่อาจสนองพระราชกระแสได้นั้น
เป็นหลักการสำคัญแห่งการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญตามที่ทรงเข้าพระราชหฤทัย เช่น
รัฐบาลไม่ให้โอกาสจำเลยคดีทางการเมืองต่อสู้คดีในศาล
และรัฐบาลแต่งตั้งพวกพ้องเกือบหมดเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2
โดยไม่คำนึงถึงความชำนาญหรือขอพระราชทานคำแนะนำ เป็นต้น
มาถึงขั้นนี้จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติความในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ
ลงวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477
แสดงถึงพระราชประสงค์ให้มีการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย
อีกทั้งตระหนักพระราชหฤทัยในพระราชธรรมจรรยาของพระมหากษัตริย์สยามที่จักต้องปกป้องคุ้มครองประชาชน
แต่บัดนั้นไม่อาจทรงกระทำได้สำเร็จ เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้ว
อำนาจการปกครองมิได้อยู่ในพระหัตถ์อีกต่อไป สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ
เคยรับสั่งเล่ากับหม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ว่า
ทรงเห็นพ้องกับการตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติ
ทรงพร้อมที่จะทรงเป็นกำลังพระราชหฤทัยเช่นเดิม แม้ในพระราชสถานะที่เปลี่ยนไป
หลังจากนั้น มีพระราชโทรเลขตอบหนังสือกราบบังคมทูลฯ ของรัฐบาลอีกครั้ง
มีความส่วนหนึ่งว่า
...ข้าพเจ้าและพระชายาขอขอบใจรัฐบาลที่แสดงความหวังดีมา
ข้าพเจ้ามีความเสียใจที่ข้าพเจ้าและรัฐบาลไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ในปัญหาต่างๆ
ซึ่งเรามีความเห็นแตกต่างกัน ข้าพเจ้าขอให้รัฐบาลมั่นใจว่า
ข้าพเจ้ามิได้มีความโกรธขึ้งหรือแค้นเคืองเนื่องด้วยเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นเลย
และขอให้คณะรัฐบาลจงบรรลุความสำเร็จทุกประการ… หลังจากทรงสละราชสมบัติ
ทรงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายลง ล้นเกล้าฯ
ทั้งสองพระองค์จึงทรงย้ายที่ประทับจากพระตำหนักโนลที่ใหญ่โตหรูหรา
ค่าเช่าค่อนข้างสูง เสด็จฯไปประทับ ณ พระตำหนักใหม่ที่มีขนาดย่อมกว่า
ศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯเพื่อสืบทราบพระคติและพระปัญญา พระอุปนิสัยเพื่อเป็นแก่นแกนในการศึกษาเรื่องราวด้านต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งพัฒนาการทางการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยไทย ( บทความและภาพที่เผยแพร่นี้เป็นการเฉลิมพระเกียรติและเพื่อเป็นวิทยาทานเท่านั้น ไม่มุ่งหาผลกำไรหรือรายได้ใดใด หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงที่มาด้วย จักขอบคุณมาก)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น